
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเส้นทางเดินรถ (Optimizing the Routeing of Vehicles) นี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่คนทำงานสายโลจิสติกส์และการตรวจประเมินระบบ ISO (โดยเฉพาะ ISO 9001 ด้านการบริการ, ISO 14001 ด้านสิ่งแวดล้อม และ ISO 39001 ระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนน) สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น “คู่มือปฏิบัติงาน” หรือ “แนวทางการปรับปรุงองค์กร” ได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ
เพื่อให้พี่ๆ เพื่อนๆ หัวหน้างาน และเจ้าหน้าที่ในสถานประกอบการนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้น ผมสรุปประเด็นสำคัญ แตกย่อยเป็น Action Plan และเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ดังนี้ครับ
1. จุดคุ้มทุน: ทำไมต้องเปลี่ยนจาก “คนจัด” เป็น “ระบบจัด”? (VRSP)
การใช้ประสบการณ์ของคน (Manual) อาจตอบโจทย์ความเคยชิน แต่การใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยจัดเส้นทางและตารางเวลา (Vehicle Routeing and Scheduling Problem) ให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ชัดเจน:
- ลดต้นทุนทันที 5-20%: จากการลดระยะทางวิ่งรถเปล่าและการจัดลำดับจุดส่งที่ซ้อนทับกัน
- ตอบโจทย์ ISO 14001: ระยะทางที่ลดลง = การใช้น้ำมันที่ลดลง = ปริมาณ Carbon Footprint ที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
- สร้าง KPI ที่จับต้องได้: สามารถใช้ตัวเลขระยะทางรวม (Total Mileage) และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่อเที่ยวเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนกโลจิสติกส์ได้
2. คู่มือเลือกใช้รูปแบบการจัดเส้นทาง (Real-world VRP) ให้เหมาะกับธุรกิจ
ในหน้างานจริง เราไม่สามารถวิ่งรถเป็นเส้นตรงได้ ซอฟต์แวร์สมัยใหม่จึงมีฟังก์ชัน (Heuristics) ที่ช่วยแก้ปัญหาตามหน้างานที่ต่างกัน ดังนี้:
| รูปแบบปัญหา / ฟังก์ชันซอฟต์แวร์ | ลักษณะหน้างานที่เหมาะสม | ประโยชน์ในทางปฏิบัติ |
| Time Windows (กรอบเวลา) | ลูกค้ากำหนดเวลาเข้าส่งแน่นอน (เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือโรงงานที่รับชิ้นส่วนแบบ Just-in-Time) | หลีกเลี่ยงค่าปรับ (Soft constraint) และลดเวลารอคอยของคนขับ (Hard constraint) |
| Backhauls (รับสินค้าเที่ยวกลับ) | รถไปส่งสินค้าเสร็จแล้ว แวะรับวัตถุดิบจาก Supplier กลับเข้าโรงงาน | ลดการตีรถเปล่า (Empty Running) เพิ่มอัตราการใช้รถ (Utilization Rate) |
| Pick-up & Delivery (รับ-ส่งในเที่ยวเดียว) | ธุรกิจขนส่งด่วน (Express Delivery) หรือ Point-to-point | ซอฟต์แวร์จะคำนวณไม่ให้เกิดการส่งของก่อนที่จะไปรับสินค้า |
| Site-Dependent / Non-homogeneous | กองรถมีหลายขนาด (10 ล้อ, 6 ล้อ, กระบะ) และลูกค้าบางรายมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ | ป้องกันปัญหาหน้างาน เช่น รถใหญ่เข้าซอยไม่ได้ หรือติดเวลาห้ามวิ่ง |
| Open VRSP (เส้นทางแบบเปิด) | ใช้รถผู้ให้บริการภายนอก (3PL) หรือรถร่วม | วางแผนให้รถส่งจุดสุดท้ายเสร็จแล้วจบงานตรงนั้น ไม่ต้องคำนวณระยะทางขากลับศูนย์กระจายสินค้า |
| Dynamic / Stochastic VRP | งานขนส่งที่มีหน้างานเปลี่ยนตลอดเวลา มีออเดอร์ด่วน หรือเวลาเดินทางไม่นิ่ง | ระบบจะปรับเส้นทางแบบเรียลไทม์ผ่าน GPS ช่วยให้ไม่หลุดตารางนัด |
3. แผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อลดต้นทุนและรักษ์โลกอย่างยั่งยืน
การพึ่งพาซอฟต์แวร์อย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องผสมผสานระหว่าง “เทคโนโลยี” และ “พฤติกรรมคน” ตามแนวทางนี้ครับ:
🟢 พัฒนาพฤติกรรมการขับขี่ (Eco-Driving)
- จัดอบรมขับขี่ประหยัดพลังงาน: (ถอดแบบมาจากโครงการ SAFED ของอังกฤษ) สามารถลดค่าน้ำมันได้ทันที 1.9% – 13.5%
- ตั้งระบบ Reward & Recognition: นำข้อมูลจาก GPS/Telematics มาดูพฤติกรรม (เช่น ลดการเหยียบเบรกกระทันหัน, ลดการจอดติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ – Idle Time) แล้วให้รางวัลคนขับที่ทำคะแนนได้ดี
🟢 ปรับมุมมองเรื่อง “เส้นทางที่สั้นที่สุด”
- เส้นทางที่สั้นที่สุดบนแผนที่ อาจไม่ใช่เส้นทางที่ประหยัดที่สุด หากต้องวิ่งผ่านจุดที่รถติดหนึบ (Stop-start driving) เพราะการขับๆ จอดๆ จะเร่งให้เกิดก๊าซ $CO_2$ และสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าเดิม
- การประยุกต์ใช้: ใช้ Pollution-Routeing Concept เลือกเส้นทางที่รถทำความเร็วได้สม่ำเสมอ แม้ระยะทางจะไกลกว่าเล็กน้อย แต่ประหยัดน้ำมันและถนอมเครื่องยนต์ได้มากกว่า
4. การรับมือกับ “รถติด” (Traffic Congestion) ด้วยข้อมูล
ปัญหาโลกแตกของขนส่งไทยคือรถติด ซึ่งแก้ได้ด้วยการนำข้อมูลมาใช้วางแผนเชิงกลยุทธ์:
- ใช้ Data-mining จาก GPS: เก็บสถิติความเร็วของรถในแต่ละช่วงเวลา (Time-of-day travel times) เพื่อให้ซอฟต์แวร์คำนวณเวลาเดินทางที่แม่นยำตามจริง ไม่ใช่ใช้ความเร็วเฉลี่ยเท่ากันทั้งวัน
- ปรับตารางเวลา (Shift Scheduling): ขยับเวลาปล่อยรถให้ออกจากคลังสินค้าก่อนหรือหลังช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak Hours) เพื่อหลีกเลี่ยงคอขวดจราจร
- ย้ายหรือจัดจุดกระจายสินค้าส่วนหน้า (Cross-docking): วางตำแหน่งคลังสินค้าให้อยู่ใกล้เส้นทางหลัก หลีกเลี่ยงการให้รถใหญ่ต้องวิ่งเข้าเขตเมืองชั้นในในช่วงเวลาที่มีการจราจรหนาแน่น
💡 Professional Tip สำหรับผู้ประเมินและหัวหน้างาน:
เวลาเราเข้าไปทำระบบหรือตรวจประเมินประสิทธิภาพ (Optimization) ให้มองเป็น 3 ประสานเสมอ คือ Software (ระบบคำนวณที่ดี) + Hardware (รถที่เหมาะกับงาน/เชื้อเพลิงทางเลือก) + People (คนขับที่มีทัศนคติแบบ Eco-driving และผู้บริหารที่เข้าใจการใช้ข้อมูลจราจร) หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป ระบบที่ลงทุนไปหลักแสนหลักล้านก็อาจจะไม่สัมฤทธิ์ผลครับ















