จัดเส้นทางรถขนส่งยังไง? ให้เซฟเงินบริษัท 5-20% แถมได้ใจลูกค้าและช่วยสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

🚚

การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเส้นทางเดินรถ (Optimizing the Routeing of Vehicles) นี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่คนทำงานสายโลจิสติกส์และการตรวจประเมินระบบ ISO (โดยเฉพาะ ISO 9001 ด้านการบริการ, ISO 14001 ด้านสิ่งแวดล้อม และ ISO 39001 ระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนน) สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น “คู่มือปฏิบัติงาน” หรือ “แนวทางการปรับปรุงองค์กร” ได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ

เพื่อให้พี่ๆ เพื่อนๆ หัวหน้างาน และเจ้าหน้าที่ในสถานประกอบการนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้น ผมสรุปประเด็นสำคัญ แตกย่อยเป็น Action Plan และเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ดังนี้ครับ

1. จุดคุ้มทุน: ทำไมต้องเปลี่ยนจาก “คนจัด” เป็น “ระบบจัด”? (VRSP)

การใช้ประสบการณ์ของคน (Manual) อาจตอบโจทย์ความเคยชิน แต่การใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยจัดเส้นทางและตารางเวลา (Vehicle Routeing and Scheduling Problem) ให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ชัดเจน:

  • ลดต้นทุนทันที 5-20%: จากการลดระยะทางวิ่งรถเปล่าและการจัดลำดับจุดส่งที่ซ้อนทับกัน
  • ตอบโจทย์ ISO 14001: ระยะทางที่ลดลง = การใช้น้ำมันที่ลดลง = ปริมาณ Carbon Footprint ที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
  • สร้าง KPI ที่จับต้องได้: สามารถใช้ตัวเลขระยะทางรวม (Total Mileage) และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่อเที่ยวเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนกโลจิสติกส์ได้

2. คู่มือเลือกใช้รูปแบบการจัดเส้นทาง (Real-world VRP) ให้เหมาะกับธุรกิจ

ในหน้างานจริง เราไม่สามารถวิ่งรถเป็นเส้นตรงได้ ซอฟต์แวร์สมัยใหม่จึงมีฟังก์ชัน (Heuristics) ที่ช่วยแก้ปัญหาตามหน้างานที่ต่างกัน ดังนี้:

รูปแบบปัญหา / ฟังก์ชันซอฟต์แวร์ลักษณะหน้างานที่เหมาะสมประโยชน์ในทางปฏิบัติ
Time Windows (กรอบเวลา)ลูกค้ากำหนดเวลาเข้าส่งแน่นอน (เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือโรงงานที่รับชิ้นส่วนแบบ Just-in-Time)หลีกเลี่ยงค่าปรับ (Soft constraint) และลดเวลารอคอยของคนขับ (Hard constraint)
Backhauls (รับสินค้าเที่ยวกลับ)รถไปส่งสินค้าเสร็จแล้ว แวะรับวัตถุดิบจาก Supplier กลับเข้าโรงงานลดการตีรถเปล่า (Empty Running) เพิ่มอัตราการใช้รถ (Utilization Rate)
Pick-up & Delivery (รับ-ส่งในเที่ยวเดียว)ธุรกิจขนส่งด่วน (Express Delivery) หรือ Point-to-pointซอฟต์แวร์จะคำนวณไม่ให้เกิดการส่งของก่อนที่จะไปรับสินค้า
Site-Dependent / Non-homogeneousกองรถมีหลายขนาด (10 ล้อ, 6 ล้อ, กระบะ) และลูกค้าบางรายมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ป้องกันปัญหาหน้างาน เช่น รถใหญ่เข้าซอยไม่ได้ หรือติดเวลาห้ามวิ่ง
Open VRSP (เส้นทางแบบเปิด)ใช้รถผู้ให้บริการภายนอก (3PL) หรือรถร่วมวางแผนให้รถส่งจุดสุดท้ายเสร็จแล้วจบงานตรงนั้น ไม่ต้องคำนวณระยะทางขากลับศูนย์กระจายสินค้า
Dynamic / Stochastic VRPงานขนส่งที่มีหน้างานเปลี่ยนตลอดเวลา มีออเดอร์ด่วน หรือเวลาเดินทางไม่นิ่งระบบจะปรับเส้นทางแบบเรียลไทม์ผ่าน GPS ช่วยให้ไม่หลุดตารางนัด

3. แผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อลดต้นทุนและรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

การพึ่งพาซอฟต์แวร์อย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องผสมผสานระหว่าง “เทคโนโลยี” และ “พฤติกรรมคน” ตามแนวทางนี้ครับ:

🟢 พัฒนาพฤติกรรมการขับขี่ (Eco-Driving)

  • จัดอบรมขับขี่ประหยัดพลังงาน: (ถอดแบบมาจากโครงการ SAFED ของอังกฤษ) สามารถลดค่าน้ำมันได้ทันที 1.9% – 13.5%
  • ตั้งระบบ Reward & Recognition: นำข้อมูลจาก GPS/Telematics มาดูพฤติกรรม (เช่น ลดการเหยียบเบรกกระทันหัน, ลดการจอดติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ – Idle Time) แล้วให้รางวัลคนขับที่ทำคะแนนได้ดี

🟢 ปรับมุมมองเรื่อง “เส้นทางที่สั้นที่สุด”

  • เส้นทางที่สั้นที่สุดบนแผนที่ อาจไม่ใช่เส้นทางที่ประหยัดที่สุด หากต้องวิ่งผ่านจุดที่รถติดหนึบ (Stop-start driving) เพราะการขับๆ จอดๆ จะเร่งให้เกิดก๊าซ $CO_2$ และสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าเดิม
  • การประยุกต์ใช้: ใช้ Pollution-Routeing Concept เลือกเส้นทางที่รถทำความเร็วได้สม่ำเสมอ แม้ระยะทางจะไกลกว่าเล็กน้อย แต่ประหยัดน้ำมันและถนอมเครื่องยนต์ได้มากกว่า

4. การรับมือกับ “รถติด” (Traffic Congestion) ด้วยข้อมูล

ปัญหาโลกแตกของขนส่งไทยคือรถติด ซึ่งแก้ได้ด้วยการนำข้อมูลมาใช้วางแผนเชิงกลยุทธ์:

  • ใช้ Data-mining จาก GPS: เก็บสถิติความเร็วของรถในแต่ละช่วงเวลา (Time-of-day travel times) เพื่อให้ซอฟต์แวร์คำนวณเวลาเดินทางที่แม่นยำตามจริง ไม่ใช่ใช้ความเร็วเฉลี่ยเท่ากันทั้งวัน
  • ปรับตารางเวลา (Shift Scheduling): ขยับเวลาปล่อยรถให้ออกจากคลังสินค้าก่อนหรือหลังช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak Hours) เพื่อหลีกเลี่ยงคอขวดจราจร
  • ย้ายหรือจัดจุดกระจายสินค้าส่วนหน้า (Cross-docking): วางตำแหน่งคลังสินค้าให้อยู่ใกล้เส้นทางหลัก หลีกเลี่ยงการให้รถใหญ่ต้องวิ่งเข้าเขตเมืองชั้นในในช่วงเวลาที่มีการจราจรหนาแน่น
Scroll to Top