ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับระบบมาตรฐานและการตรวจประเมิน เราจะพบว่าหลายคนแค่ได้ยินคำว่า “Carbon Footprint” (ฟุตพริ้นท์คาร์บอน) ก็เริ่มถอดใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม และทั้งองค์กรก็จะโดนหลอนด้วยความรู้สึกเดียวกัน
เหตุผลหลัก ๆ ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ยาก” และ “ไกลตัว” มักมาจาก 5 ปัจจัยหลักนี้ครับ
1. มองว่าเป็นเรื่องของ “เคมีและวิทยาศาสตร์” ที่เข้าใจยาก
พอพูดถึงก๊าซเรือนกระจก คนมักจะนึกถึงสูตรเคมี หรือคำนวณค่าตัวเลขสะท้อนความร้อนทางวิทยาศาสตร์ ทำให้หัวหน้างานหรือเจ้าหน้าที่ในสถานประกอบการรู้สึกว่ามันซับซ้อนเกินกว่างานประจำที่ทำอยู่ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันคือการเปลี่ยนข้อมูลกิจกรรมที่เราทำอยู่ทุกวัน (เช่น หน่วยไฟฟ้า, ลิตรน้ำมัน, กิโลกรัมขยะ) ให้เป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกเท่านั้นเอง
2. ปัญหาเรื่อง “ข้อมูล” (Data) ที่กระจัดกระจายและไม่พร้อม
นี่คือจุดปราบเซียนที่ทำให้คนบ่นว่ายากที่สุดครับ เพราะการทำ Carbon Footprint ต้องใช้ข้อมูลดิบจากหลายแผนก เช่น:
- ฝ่ายจัดซื้อ/คลังสินค้า: ปริมาณวัตถุดิบที่ซื้อและนำเข้า
- ฝ่ายซ่อมบำรุง/วิศวกรรม: บันทึกการใช้ไฟฟ้า น้ำมัน เชื้อเพลิง หรือน้ำยาแอร์
- ฝ่าย HR/ธุรการ: ข้อมูลการเดินทางของพนักงาน หรือรถส่วนกลาง
- ฝ่ายผลิต: ปริมาณของเสียและขยะที่เกิดขึ้น
ความยากในทางปฏิบัติ: ข้อมูลเหล่านี้มักไม่ได้ถูกจัดเก็บไว้ในที่เดียวกัน บดบังด้วยเอกสารที่เป็นกระดาษ หรือบางครั้งข้อมูลไม่ต่อเนื่อง ทำให้คนทำรู้สึกเหนื่อยกับการ “ตามล่าหาตัวเลข” มากกว่าการคำนวณเสียอีก
3. ความสับสนใน “ขอบเขต (Scope)” และ “การปันส่วน (Allocation)”
เมื่อเริ่มศึกษา ทุกคนจะต้องชนกับคำศัพท์เทคนิคอย่าง Scope 1 (ปล่อยทางตรง), Scope 2 (พลังงานที่ซื้อมา) และ Scope 3 (ห่วงโซ่คุณค่า) จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า “แล้วเราต้องคิดไปไกลแค่ไหน?”
ยิ่งถ้าขยับไปทำ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จะยิ่งเจอจุดปราบเซียนเรื่อง “การปันส่วน (Allocation)” เช่น ในหนึ่งไลน์ผลิตมีสินค้าวิ่งผ่าน 10 ชนิด เราจะแบ่งค่าไฟและค่าแก๊สให้สินค้าแต่ละชิ้นอย่างยุติธรรมและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ได้อย่างไร? หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจน จุดนี้จะพาหลงทางได้ง่ายมาก
ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นยาขมของคนไทย? ปัญหาหลักในบ้านเราเกิดจาก “การเริ่มต้นที่ผิดฝาผิดตัว” เพราะโมเดลการวัดคาร์บอนในประเทศไทยถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มนักวิชาการเป็นหลัก ไม่ใช่คนในวงการอุตสาหกรรมที่เข้าใจหน้างานจริง ตั้งแต่คนสอน คนตรวจ ยันคนอนุมัติ จึงติดภาพการยึดตำราและกฎเกณฑ์ที่ตึงเกินไป จนกลายเป็นการสร้างวัฒนธรรม “ห้ามทำผิด มากกว่าสนับสนุนให้ริเริ่มลองทำ” ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า มันยุ่งยาก ซับซ้อน และตัวเลขที่คำนวณออกมาแทบไม่สะท้อนความเป็นจริงในไลน์ผลิตเลย
4. หาค่า “Emission Factor (EF)” ไม่เจอ หรือเลือกใช้ไม่ถูก
ต่อให้มีข้อมูลดิบครบ เช่น รู้ว่าใช้น้ำมันไปกี่ลิตร แต่ยากตรงที่จะเอาเลขอะไรมาคูณ (Emission Factor หรือค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก)
บางคนไม่รู้ว่าจะไปดาวน์โหลดฐานข้อมูล (Database) มาจากไหน
พอได้มาแล้วก็เลือกไม่ถูกว่าต้องใช้ค่าของปีไหน หรือใช้ของหน่วยงานใด (เช่น อบก. ของไทย หรือ IPCC ของสากล) ทำให้เกิดความกังวลว่าคูณออกมาแล้วจะผิดหรือส่งประเมินไม่ผ่าน
ในอดีตย้อนหลังไปเพียง 2-3 ปี ฐานข้อมูลของประเทศไทยเพิ่งเริ่มมีการจัดทำและเผยแพร่เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้อ้างอิง และใช้เพื่อการคำนวณได้สะดวก ซึ่งก่อนหน้าจะทำได้ยากลำบากและมีความถูกต้องน้อยมาก
ไม่ว่าอย่างไรความรู้สึกนี้ยังมีอยู่ในฝั่งผู้ประกอบการ
5. ภาพจำเรื่ อง “ค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ซับซ้อน”
หลายองค์กรเข้าใจว่าการทำ Carbon Footprint จะต้องจ้างที่ปรึกษาราคาแพง ต้องซื้อซอฟต์แวร์ระบบล้ำ ๆ มาช่วย หรือต้องใช้เวลาทำเป็นปี ๆ รวมถึงขั้นตอนการทวนสอบ (Verification) โดยผู้ประเมินภายนอกที่มีขั้นตอนทางเอกสารค่อนข้างเข้มงวด ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องขององค์กรใหญ่ ๆ ที่มีงบประมาณเท่านั้น ด้วยความแพร่หลายของคาร์บอนฟุตปริ้นในปัจจุบัน คนที่มีความรู้ความสามารถ ความเข้าใจเริ่มมากขึ้น ความกล้ามีมากขึ้น ทั้งบุคลากรในส่วนที่ปรึกษา ผู้ตรวจ ผู้อนุมัติ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันทุกภาคส่วนของประเทศไทย ปัญหานี้ในปัจจุบันเริ่มลดลงอย่างมีนัยยะ
ปัจจัยที่มีผลที่สุดในทางปฏิบัติ (Practical)
หากให้เลือกปัจจัยที่มีผลที่สุดในทางปฏิบัติ (Practical) จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับสถานประกอบการ
“ปัจจัยข้อที่ 2: ปัญหาเรื่องข้อมูล (Data) ที่กระจัดกระจายและไม่พร้อม” คือตัวการใหญ่ที่สุด
เหตุผลที่ยกให้เรื่อง Data เป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง เพราะมันคือ “สารตั้งต้น” ของทุกอย่าง และเป็นจุดที่สร้างความท้อแท้ให้คนทำงานมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลัก ๆ 3 ข้อนี้ครับ:
a. มีสูตร มีเครื่องมือ แต่ไม่มี “ตัวเลข” ก็ไปต่อไม่ได้
ในปัจจุบัน เครื่องมือคำนวณ โปรแกรม Excel สำเร็จรูป หรือแม้กระทั่งค่า Emission Factor (EF) จาก อบก. มีเตรียมไว้ให้ค่อนข้างครบถ้วนและเข้าถึงง่ายขึ้นมาก (ข้อจำกัดด้านทฤษฎีและสูตรคำนวณลดลง) แต่ปัญหาคือ “เมื่อเปิดตารางขึ้นมาแล้ว ไม่มีตัวเลขจะกรอก” หรือตัวเลขที่มีอยู่ไม่น่าเชื่อถือ
b. วัฒนธรรมการเก็บข้อมูลขององค์กร (Data Culture)
นี่คือหน้างานจริงที่คนทำ Carbon Footprint ต้องเจอ:
- บิลค่าน้ำมันรถขนส่งหาย หรือจดบันทึกด้วยลายมือในสมุดเล่มเก่า
- ฝ่ายซ่อมบำรุงเติมน้ำยาแอร์ไป แต่ไม่ได้ชั่งน้ำหนักว่าเติมไปกี่กิโลกรัม
- ใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าอยู่กับฝ่ายบัญชี แต่คนทำโครงการอยู่ฝ่าย จป. หรือฝ่ายสิ่งแวดล้อม กว่าจะขอข้อมูลข้ามแผนกได้ใช้เวลาเป็นสัปดาห์
ความจริงในใจคนทำงาน: คนทำไม่ได้รู้สึกว่า “สูตรคำนวณ” ยาก แต่เขารู้สึกเหนื่อยและเบื่อกับการเป็น “นักทวงข้อมูล” ที่ต้องไปคอยตามล้างตามเช็ดข้อมูลย้อนหลังของแผนกอื่น
c. เป็นจุดตายตอน “ตรวจประเมิน” (Auditing)
ในฐานะผู้ตรวจประเมิน สิ่งที่เราจะขอดูไม่ใช่แค่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่คือ “หลักฐานอ้างอิง (Evidence)”
- ถ้าองค์กรใส่ตัวเลขกลม ๆ มาลอย ๆ โดยไม่มีบิลค่าน้ำ บิลค่าไฟ หรือใบเสร็จน้ำหนักขยะมาพิสูจน์ ผลลัพธ์นั้นก็จะไม่ผ่านการทวนสอบ
- ความยากจึงไม่ใช่ตอน “กรอกเลข” แต่คือตอน “หาหลักฐานมาพิสูจน์” ว่าเลขนั้นมาอย่างถูกต้อง
เพื่อการผลักดันงาน
ถ้าองค์กรต้องการทำ Carbon Footprint ให้สำเร็จ ปัจจัยหลักที่ต้องแก้ไม่ใช่การส่งคนไปอบรมสูตรคำนวณขั้นสูง แต่คือ “การจัดวางระบบจัดเก็บข้อมูลหน้างานให้เป็นระเบียบตั้งแต่แรก”
ถ้าเราช่วยหัวหน้างานออกแบบฟอร์มง่าย ๆ หรือผูกสูตรให้แต่ละแผนกคีย์ข้อมูลดิบ (เช่น ลิตร, กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ไว้ในงานประจำของเขาอยู่แล้ว พอถึงสิ้นปี คนทำ Carbon Footprint แค่ดึงข้อมูลมารวมกัน งานที่เคยคิดว่า “ยากและลากยาวเป็นปี” จะจบลงได้ภายในไม่กี่วันครับ
“ขั้นตอนที่ทำ(ให้)ง่ายกับ 5 ปัจจัย”
เพื่อให้แนวทางนี้นำไปใช้ได้จริง (Practical) ในสถานประกอบการ เราจะมาเปลี่ยนทีละปัญหาให้กลายเป็น “ขั้นตอนที่ทำง่าย” โดยเน้นการดึงทีมงานเข้ามามีส่วนร่วม และไม่สร้างภาระงานให้พวกเขาเพิ่มขึ้นครับ
1. วิธีแก้: มองว่าเป็นเรื่อง “เคมีและวิทยาศาสตร์”
แนวคิด: เปลี่ยนภาพจำจาก “วิชาการ” ให้กลายเป็น “เรื่องหน้างาน”
- แปลงหน่วยให้เห็นภาพ: เวลาสื่อสารกับหัวหน้างาน อย่าเพิ่งใช้คำว่า “กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO_2e)” ให้เปลี่ยนมาพูดในหน่วยที่เขาคุ้นเคยก่อน เช่น “พี่จับตาดูหน่วยไฟ (kWh) ลิตรน้ำมัน (L) และกิโลกรัมขยะ (kg) พอครับ เรื่องแปลงค่าคาร์บอนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสูตร Excel”
- ทำความเข้าใจผ่านระบบพี่เลี้ยง (Mentoring): จัดอบรมสั้น ๆ 15–30 นาทีหน้างาน (Toolbox Talk) ชี้ให้ดูเลยว่า เครื่องจักรตัวนี้ รถโฟล์คลิฟต์คันนี้ หรือถังขยะใบนี้แหละ คือแหล่งกำเนิดคาร์บอน เพื่อให้เขาเชื่อมโยงงานประจำวันเข้ากับคาร์บอนได้ง่ายขึ้น
2. วิธีแก้: ข้อมูลกระจัดกระจายและไม่พร้อม (ปัจจัยสำคัญที่สุด)
แนวคิด: ฝังการเก็บข้อมูลลงใน “งานประจำ” ไม่ใช่มาตามล่าหาตอนสิ้นปี
- สร้างตารางกองกลาง (Centralized Data Share): ใช้ระบบ Cloud Common Share (เช่น Google Sheets หรือ Sharepoint) ที่ทุกแผนกเข้าถึงได้ ออกแบบฟอร์มให้เรียบง่ายที่สุด ให้แต่ละแผนกมีหน้าที่กรอกตัวเลขกิจกรรมของตัวเอง เป็นรายเดือน (เช่น บัญชีกรอกค่าไฟ, ซ่อมบำรุงกรอกค่าน้ำมัน, จัดซื้อกรอกน้ำหนักวัตถุดิบ)
- เปลี่ยนจาก “ทวงข้อมูล” เป็น “ใช้ระบบบังคับ”: ผูกการเก็บข้อมูลเข้ากับระบบที่มีอยู่แล้ว เช่น ในใบเบิกน้ำมันรถ ต้องบังคับกรอก “เลขไมล์และจำนวนลิตร” ทุกครั้ง หรือในใบคืนซากน้ำยาแอร์ ต้องมีช่องให้ระบุ “น้ำหนักสารทำความเย็นที่เติม” ไม่งั้นจะไม่สามารถปิดใบงานได้
3. วิธีแก้: สับสนกับ “ขอบเขต (Scope)” และการปันส่วน
แนวคิด: ขีดเส้นให้ชัด และยึดหลักเกณฑ์ที่ง่ายที่สุดก่อน
- เริ่มจากสิ่งที่ควบคุมได้ 100%: สื่อสารให้ชัดเจนว่าในปีแรก เราจะโฟกัสแค่ Scope 1 (น้ำมัน, น้ำยาแอร์, แก๊สหุงต้ม) และ Scope 2 (ไฟฟ้า) เท่านั้น ส่วน Scope 3 ที่ตามยาก ๆ ให้ตัดออกไปก่อน เพื่อลดความกดดันของทีมงาน
- ตั้งเกณฑ์ปันส่วน (Allocation) ที่ตรงไปตรงมา: สำหรับการทำระดับผลิตภัณฑ์ (CFP) ให้ตกลงกันตั้งแต่เริ่มโครงการว่าจะปันส่วนด้วยวิธีใดที่ง่ายที่สุด เช่น ปันส่วนตามน้ำหนักสินค้า (kg) หรือตามชั่วโมงการเดินเครื่องจักร (Machine-hour) เมื่อสรุปเป็นข้อตกลงร่วมกันขององค์กรแล้ว ทุกคนจะได้เดินไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ต้องมานั่งเถียงกันหน้างาน
4. วิธีแก้: หาค่า Emission Factor (EF) ไม่เจอ หรือใช้ไม่ถูก
แนวคิด: ทำตารางสำเร็จรูป (Master Template) ไว้ให้ทีมงานหยิบไปใช้
- ผู้รับผิดชอบหลักเตรียม “ค่าคูณ” ไว้ให้: คนที่เป็นแกนนำโครงการ (เช่น จป. หรือวิศวกรสิ่งแวดล้อม) ควรดาวน์โหลดฐานข้อมูลล่าสุดจาก อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) หรือแหล่งอ้างอิงที่องค์กรเลือกใช้ มารวบรวมไว้ที่เดียว
- สร้างสูตรคำนวณสำเร็จรูป: อย่าปล่อยให้พนักงานไปหาค่า EF คูณเอง ให้ทำตาราง Excel ที่ล็อกเซลล์ไว้ โดยพนักงานมีหน้าที่กรอกแค่ “ปริมาณกิจกรรม” แล้วระบบจะวิ่งไปคูณกับค่า EF ที่เราฝังไว้ในสูตรโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันความผิดพลาดและลดความกังวลของคนทำงาน
5. วิธีแก้: ภาพจำเรื่องค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ซับซ้อน
แนวคิด: “ทำเองก่อน จ้างเท่าที่จำเป็น” และมองเป็นเครื่องมือลดต้นทุน
- ใช้เครื่องมือฟรีที่มีอยู่: เริ่มต้นคำนวณด้วย Excel หรือใช้โปรแกรมคำนวณฟรีที่มีแจกจ่ายตามหน่วยงานภาครัฐ ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงตั้งแต่ปีแรก
- ชี้ให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นตัวเงิน (Cost Saving): เปลี่ยนมุมมองของฝ่ายบริหารและหัวหน้างานว่า การทำ Carbon Footprint ไม่ใช่การหาเรื่องเสียเงินทวนสอบ แต่มันคือการทำ Energy & Waste Audit ในตัว การที่เรารู้ว่าคาร์บอนสูงตรงไหน มันจะชี้เป้าให้เราเห็นทันทีว่าองค์กรกำลัง “เปลืองเงิน” กับค่าไฟ ค่าน้ำมัน หรือค่ากำจัดขยะตรงจุดไหน ซึ่งจะนำไปสู่โครงการลดต้นทุน (Cost Reduction) ได้อย่างมหาศาล
Action Plan สั้น ๆ สำหรับผู้นำโครงการ ที่สามารถทำได้ทันที
- ขีดเส้น เอาแค่ Scope 1 และ 2 ก่อน
- ทำฟอร์ม Excel หรือ Google Sheets ที่ใช้ง่าย มีสูตรคูณคาร์บอนฝังไว้เสร็จสรรพ
- กระจายหน้าที่ ให้แต่ละแผนกกรอกตัวเลขดิบที่ตัวเองถืออยู่เป็นรายเดือน
- รีวิวร่วมกัน เพื่อดูจุดที่สามารถลดพลังงานและลดต้นทุนองค์กรได้จริง
มุมมองเพื่อการปรับใช้ (Practical Insight)
ในฐานะคนทำงาน หากเราต้องการสื่อสารหรือแนะนำทีมงานในสถานประกอบการ ให้ลองเปลี่ยนวิธีคิดของพวกเขาดูครับ:
- เปลี่ยนจาก “ยาก” เป็น “การจัดการข้อมูลที่มีอยู่แล้ว”: ให้เขามองว่ามันคือการเอาบิลค่าไฟ บิลค่าน้ำมัน ที่ฝ่ายบัญชีจ่ายอยู่ทุกเดือน มารวบรวมและใส่สูตรคูณเลขธรรมดา
- เริ่มจากเล็กไปใหญ่: แนะนำให้ทำ Carbon Footprint ขององค์กร (CFO) ใน Scope 1 และ 2 ให้คล่องก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่จับต้องได้ง่ายที่สุด ก่อนจะขยับไปทำ Scope 3 หรือทำระดับผลิตภัณฑ์ (CFP)
- ถ้าเราปลดล็อกความกลัวเรื่อง “ตัวเลขและเอกสาร” ให้ทีมงานเห็นว่ามันคือ “การเช็กสุขภาพการใช้พลังงานขององค์กร” ความรู้สึกว่ายากจะลดลงไปเยอะเลยครับ

END





