5 อุปสรรคตัวท็อปในการทำ ESG

การขับเคลื่อน ESG (Environmental, Social, and Governance) ในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ หลายบริษัทเริ่มทำแล้วเจอทางตัน หรือทำได้แค่ “ฉากหน้า” แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับติดขัด

จากประสบการณ์และหน้างานจริงนี่คือ 5 อุปสรรคสำคัญ ที่หัวหน้างานและเจ้าหน้าที่มักต้องเจอ พร้อมแนวทางรับมือเพื่อให้เนื้อหาพกไปปรับใช้ได้จริงครับ

1. มองเป็น “ภาระ/ต้นทุน” ไม่ใช่ “กลยุทธ์” (Compliance-Driven Mentality)

  • ปัญหา: ผู้บริหารหรือหัวหน้างานหลายคนยังมองว่า ESG คือการทำ CSR การปลูกป่า หรือเป็นแค่เช็คลิสต์ที่ต้องทำตามกฎหมาย/คำขอของลูกค้า ทำให้มองเห็นแต่ “ค่าใช้จ่าย” ที่เพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบ: ขาดงบประมาณสนับสนุนอย่างจริงจัง และทำแบบขอไปทีเพื่อให้ผ่านประเมิน
  • วิธีแก้: ต้องเชื่อมโยง ESG เข้ากับ Risk Management (การจัดการความเสี่ยง) และ Business Opportunity (โอกาสทางธุรกิจ) เช่น การลดขยะในกระบวนการผลิตช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ หรือการมี ESG ที่ดีช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุนที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า

2. ข้อมูลกระจัดกระจายและขาดความน่าเชื่อถือ (Data Fragmentation & Quality)

  • ปัญหา: ESG ขับเคลื่อนด้วย “ตัวเลข” ไม่ใช่ความรู้สึก แต่ปัญหาส่วนใหญ่คือ ข้อมูลสิ่งแวดล้อม (เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์, ปริมาณขยะ) หรือข้อมูลสังคม (เช่น อัตราการเข้าออกของพนักงาน, สถิติติดเชื้อ/อุบัติเหตุ) มักเก็บแยกกันคนละแผนก ข้อมูลไม่เป็นระบบ และบางครั้งประเมินลอยๆ
  • ผลกระทบ: เมื่อนำมาประมวลผลเพื่อรายงานหรือรับการตรวจประเมิน (Audit) จะขาดความน่าเชื่อถือและตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้
  • วิธีแก้: นำโครงสร้างการจัดการแบบ ISO (เช่น ISO 14001, ISO 45001) มาใช้จับคู่ เพราะระบบเหล่านี้มีฐานการเก็บข้อมูล (Data Logging) ที่เข้มงวดอยู่แล้ว

3. อาการ “Greenwashing” (การฟอกเขียวโดยไม่ตั้งใจ)

  • ปัญหา: องค์กรอยากประกาศความสำเร็จเร็วเกินไป โดยการประชาสัมพันธ์ (PR) ใหญ่โตว่าผลิตภัณฑ์หรือองค์กรของเรา “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100%” แต่ในหน้างานจริง กระบวนการผลิตยังปล่อยน้ำเสียหรือใช้พลังงานสิ้นเปลืองอยู่
  • ผลกระทบ: หากโดนตรวจสอบจากภายนอกหรือผู้บริโภค จะเสียความน่าเชื่อถือ (Reputational Risk) อย่างรุนแรง ซึ่งกู้กลับมาซับซ้อนมาก
  • วิธีแก้: ยึดหลัก Transparency (ความโปร่งใส) พูดเฉพาะสิ่งที่มีหลักฐานตัวเลขรองรับจริง (Fact-based) หากเป้าหมายไหนยังทำไม่ถึง ให้สื่อสารเป็น “แผนการดำเนินงาน” แทนการเคลมความสำเร็จ

4. บุคลากรขาดความรู้และส่วนร่วม (Lack of ESG Literacy)

  • ปัญหา: หน้าที่การทำ ESG มักถูกโยนไปให้แผนกใดแผนกหนึ่ง เช่น แผนกพัฒนาความยั่งยืน หรือ จป. (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย) ทำให้อีกหลายแผนกในโรงงานหรือบริษัทไม่เข้าใจว่า “ฉันต้องทำไปเพื่ออะไร”
  • ผลกระทบ: เกิดแรงต้านในหน้างาน เช่น พนักงานไม่ยอมแยกขยะ หรือฝ่ายจัดซื้อไม่ยอมคัดเลือกคู่ค้า (Supplier) ตามเกณฑ์ ESG เพราะมองว่ายุ่งยาก
  • วิธีแก้: ต้องทำ Internal Awareness (สร้างความตระหนักรู้ในองค์กร) ย่อยเรื่อง ESG ให้ง่าย สื่อสารให้พนักงานอายุ 25-45 ปีเข้าใจตรงกันว่า ESG ช่วยให้งานของเขามั่งคงและปลอดภัยขึ้นอย่างไร

5. ขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจนและการติดตามที่ต่อเนื่อง (Lack of Standardized KPIs)

  • ปัญหา: ตั้งเป้าหมายกว้างเกินไป เช่น “องค์กรจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” หรือ “ดูแลสังคมให้ดีขึ้น” โดยไม่มีตัวชี้วัด (KPIs) ที่จับต้องได้ในระดับปฏิบัติการ
  • ผลกระทบ: พนักงานหน้างานไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละวัน สุดท้ายโครงการก็เงียบหายไป
  • วิธีแก้: ใช้หลักการ Materiality Assessment (การประเมินประเด็นสำคัญ) เลือกทำเฉพาะเรื่องที่กระทบกับธุรกิจเราจริงๆ แล้วซอยย่อยเป็นตัวเลข เช่น “ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในไลน์ผลิตลง 5% ภายในปีนี้”

💡 ข้อคิดสำหรับคนทำงาน: ESG ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ต้องรื้อระบบบริษัททำใหม่ทั้งหมดครับ แต่มันคือการเอาสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เช่น ระบบ ISO, มาตรฐานความปลอดภัย หรือการประหยัดพลังงาน มาจัดหมวดหมู่ เล่าเรื่องด้วยตัวเลข และขับเคลื่อนให้มันกลายเป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจต่างหากครับ

โครงสร้างการนำระบบ ISO ที่โรงงานหรือสถานประกอบการมีอยู่แล้ว มาแปลงเป็นตัวชี้วัด ESG

วิธีนี้จะช่วยให้หน้างานทำงานง่ายขึ้น ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระใหม่ เพราะเป็นการใช้ “ฐานข้อมูลเดิม” ที่ตรวจประเมินกันอยู่ทุกปี มาเล่าเรื่องในมุมของความยั่งยืนครับ

โครงสร้างการเชื่อมโยงระบบ ISO เข้ากับตัวชี้วัด ESG (ESG Mapping)

เราสามารถจับคู่มาตรฐาน ISO 9001, 14001 และ 45001 เข้ากับเสาหลักของ ESG ได้ดังนี้ครับ:

เสาหลัก ESGประเด็นสำคัญ (Materiality)มาตรฐาน ISO ที่รองรับตัวอย่างตัวชี้วัด (KPIs) ที่ดึงจากระบบมาใช้ได้ทันที
E – Environmental (สิ่งแวดล้อม)• การจัดการพลังงานและ Climate Change
• การจัดการของเสีย/ขยะอุตสาหกรรม
• การใช้น้ำและมลพิษ
ISO 14001 (ระบบจัดการสิ่งแวดล้อม)• ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2)
• สัดส่วนขยะที่นำไปฝังกลบ (Zero Waste to Landfill)
• ปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิต
S – Social (สังคม)• ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย
• การพัฒนาบุคลากร/สิทธิมนุษยชน
• ความผูกพันของชุมชนรอบข้าง
ISO 45001 (ระบบจัดการความปลอดภัย)• อัตราการเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR)
• ชั่วโมงการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยของพนักงาน
• จำนวนข้อร้องเรียนจากชุมชนรอบข้างโรงงาน
G – Governance (การกำกับดูแล)• การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
• คุณภาพและความปลอดภัยผลิตภัณฑ์
• การบริหารความเสี่ยงองค์กร
ISO 9001 (ระบบจัดการคุณภาพ)
(ร่วมกับข้อกำหนดพื้นฐาน)
• ร้อยละของคู่ค้า (Supplier) ที่ผ่านการประเมินเกณฑ์ ESG
• อัตราการเคลมสินค้าหรือเรียกคืนผลิตภัณฑ์ (Product Recall)
• ผลการประเมินความสอดคล้องตามกฎหมาย (Compliance)

3 ขั้นตอนเปลี่ยน “ระบบ ISO” ให้เป็น “ผลงาน ESG”

หากคุณต้องนำเรื่องนี้ไปสื่อสารหรือตรวจประเมิน แนะนำให้เริ่มจาก 3 หน้างานนี้ครับ:

1. ดึงข้อมูลจากข้อ 6.1 (Actions to address risks and opportunities)

ในทุก ISO จะมีเรื่องการประเมินความเสี่ยงและโอกาส ให้เราเพิ่มบริบทของ Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และ Social Shift (การเปลี่ยนแปลงทางสังคม) เข้าไปในทะเบียนความเสี่ยงเดิมของบริษัท เท่านี้เราจะได้แผนรองรับความเสี่ยงด้าน ESG ทันที

2. ขยายเกณฑ์การประเมินผู้ขาย (Supplier Evaluation – ISO 9001: ข้อ 8.4)

จากเดิมที่เราประเมินคู่ค้าแค่เรื่อง ส่งของตรงเวลา พัสดุได้คุณภาพ ราคาเหมาะสม ให้เราเพิ่มคำถามหรือเช็คลิสต์ง่ายๆ เข้าไป เช่น

“คู่ค้ามีการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือใช้แรงงานถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?”

วิธีนี้ตอบโจทย์เรื่อง Sustainable Supply Chain ในขา Governance และ Social ได้อย่างทรงพลังครับ

3. เปลี่ยนเป้าหมายสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Objectives) ให้เป็นตัวเลขสะท้อน ESG

เป้าหมายของ ISO 14001 และ 45001 ที่แผนกตั้งไว้ทุกปี นั่นแหละครับคือเนื้อหลักของ ESG (E และ S) แค่นำมาจัดรูปแบบการรายงานให้อยู่ในกรอบของมาตรฐาน ESG ที่สากลยอมรับ (เช่น GRI หรือเป้าหมายการลดคาร์บอน)

Scroll to Top