ทำไมรถบรรทุกยังต้อง “วิ่งรถเปล่า” กลับบ้าน? เจาะลึก 3 ข้อจำกัดด้านตลาดที่เหล่านักบริหารโลจิสติกส์ต้องเจอ!

3 ปัจจัยหลักจาก “ข้อจำกัดด้านตลาด” ที่ทำให้เกิดการวิ่งรถเปล่า (Empty Running)

ข้อจำกัดด้านตลาด (Market-related constraints) เป็นตัวแปรสำคัญที่บีบให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาการวิ่งรถเปล่า โดยสามารถสรุปผลกระทบออกมาได้ 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้ครับ

1. ความไม่สมดุลของปริมาณการขนส่งทางภูมิศาสตร์ (Geographical Imbalances in Traffic Flow)

โดยธรรมชาติแล้ว การขนส่งสินคขามักเป็นการเดินทางทิศทางเดียว (Uni-directional) ทำให้ปริมาณสินค้าไป-กลับระหว่างภูมิภาคหรือระหว่างประเทศมักจะไม่เท่ากัน

  • ผลกระทบ: ความไม่สมดุลนี้ทำให้การหาสินค้าขากลับ (Backload) ให้พอดีเป็นเรื่องยากมาก จนเกิดการวิ่งรถตีเปล่าขากลับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • กรณีศึกษา: ในปี 2003 รถบรรทุกระหว่างสก็อตแลนด์และอังกฤษต้องวิ่งรถเปล่าสูงถึง 130,000 เที่ยว เนื่องจากสัดส่วนปริมาณสินค้าต่างกันถึง 1 : 1.31
  • แนวทางแก้ไข: ผู้ประกอบการมักแก้ปัญหาด้วย “การวิ่งรถแบบเส้นทางสามเหลี่ยม” (Triangulation) เช่น วิ่งจาก A ไป ฺB ต่อด้วย C แล้วค่อยกลับมา A เพื่อแวะรับสินค้าจากจุดอื่น แทนการตีรถเปล่ากลับเส้นทางเดิมตรงๆ

2. การขาดข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสในการรับบรรทุกสินค้า (Lack of Knowledge of Loading Opportunities)

ในทางอุดมคติ ถ้าผู้ขนส่งรู้ล่วงหน้าว่ามีสินค้าอะไร สภาพไหน รอจัดส่งอยู่ที่ไหนและเมื่อไหร่ ก็จะสามารถจัดรถบรรทุกสินค้าได้เต็มทั้งขาไปและขากลับเสมอ

  • ผลกระทบ: ในความเป็นจริง โอกาสในการจับคู่รถว่างกับสินค้าขากลับมักหลุดมือไป เพราะขาดการสื่อสารหรือไม่มีตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้บริการขนส่ง (Carriers) กับผู้ว่าจ้าง (Shippers) ทำให้สุดท้ายต้องยอมวิ่งรถเปล่ากลับมา
  • แนวทางแก้ไข: ปัจจุบันเริ่มมีการนำระบบตลาดกลางขนส่งออนไลน์ (Freight Exchanges) เข้ามาช่วยจับคู่ดีมานด์และซัพพลายเพื่อปิดช่องว่างนี้

3. ความผันผวนของอุปสงค์ (Demand Fluctuations)

ความต้องการสินค้ามีความไม่แน่นอนสูง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือตามฤดูกาล รวมถึงปัจจัยจากกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย หรือรอบการสั่งซื้อช่วงต้นเดือน-สิ้นเดือนที่ทำให้ยอดการขนส่งกระจุกตัว

  • ผลกระทบ: การขนส่งต้องเตรียมความพร้อมของกองรถ (Fleet Capacity) ให้พอรองรับช่วงที่มีความต้องการสูงสุด (Peak Demand) แต่พอพ้นช่วงนั้นไป ความต้องการลดลง รถบรรทุกที่เตรียมไว้จึงไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เกิดเป็นพื้นที่ว่างในรถหรือต้องวิ่งรถเปล่าในที่สุด
Scroll to Top