การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าต้องจ่ายแพงกว่าเสมอ แต่ในความเป็นจริง หากนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่าง ISO 14001 เข้ามาจับ การปรับกระบวนการซื้อของให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างน่าทึ่ง
บทความนี้จะช่วยให้หัวหน้างานและฝ่ายจัดซื้อเข้าใจแนวคิดการเลือกซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์เข้าโรงงาน โดยได้ทั้ง “ความรักษ์โลก” และ “ความประหยัด” ไปพร้อมกัน
3 หลักการคิดก่อนเปิดใบ PO: ซื้ออย่างไรให้คุ้มค่าและรักษ์โลก
ก่อนจะตัดสินใจเลือกซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง ลองใช้เกณฑ์ 3 ข้อนี้ในการพิจารณา เพื่อให้มั่นใจว่าของที่ซื้อมาคุ้มค่าที่สุดตลอดอายุการใช้งาน
- มองให้ครบวงจรชีวิต (Life Cycle Thinking): อย่าดูแค่ราคาซื้อ (Purchase Price) แต่ต้องคำนึงถึงค่าไฟ ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายในการทิ้งทำลายด้วย ของที่ราคาถูกตอนซื้อ แต่อาจจะกินไฟและมีค่ากำจัดกากของเสียสูงในอนาคต
- เน้นลดการใช้ตั้งแต่ต้นทาง (Reduce & Refill): เลือกบรรจุภัณฑ์ที่สามารถส่งคืนคลังเพื่อหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ หรือเลือกซื้อสารเคมีแบบถังเติม (Refill) แทนการซื้อแกลลอนเล็กๆ ซึ่งช่วยลดขยะพลาสติกและลดราคาต่อหน่วยลงได้มาก
- ตรวจสอบใบรับรองที่เชื่อถือได้ (Eco-Labels): เลือกสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์รับรองสิ่งแวดล้อมที่เป็นสากล เช่น ฉลากเขียว (Green Label) หรือฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนและไม่ต้องเสียเวลาประเมินเอง
4 ขั้นตอนทรานส์ฟอร์มจัดซื้อ สู่ระบบ Green Procurement
การเปลี่ยนผ่านระบบจัดซื้อในโรงงานสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด ผ่าน 4 ขั้นตอนการทำงานที่ทำได้จริง ดังนี้
[ขั้นตอนที่ 1] ตั้งโจทย์และกำหนดเกณฑ์ (Green Criteria)
▼
[ขั้นตอนที่ 2] คัดกรองและประเมินคู่ค้า (Supplier Screening)
▼
[ขั้นตอนที่ 3] ปรับเงื่อนไขการส่งมอบ (Green Logistics)
▼
[ขั้นตอนที่ 4] ติดตามและประเมินผล (Performance Review)
1. ตั้งโจทย์และกำหนดเกณฑ์ (Green Criteria)
เริ่มต้นจากการกำหนดสเปกสินค้า (Tor) โดยใส่เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปทีละน้อย เช่น
- หลอดไฟต้องเป็น LED 100%
- กระดาษสำนักงานต้องมีส่วนผสมของเยื่อรีไซเคิล
- สารเคมีในไลน์ผลิตต้องไม่มีสารก่อมะเร็งหรือสารต้องห้ามตามกฎหมาย
2. คัดกรองและประเมินคู่ค้า (Supplier Screening)
ส่งแบบประเมินสิ่งแวดล้อมขั้นต้นให้ซัพพลายเออร์ โดยให้คะแนนพิเศษสำหรับรายที่มีระบบ ISO 14001 หรือมีนโยบายจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน วิธีนี้ช่วยคัดกรองคู่ค้าที่มีมาตรฐานและลดความเสี่ยงด้านกฎหมายของโรงงานไปในตัว
3. ปรับเงื่อนไขการส่งมอบ (Green Logistics)
ร่วมมือกับซัพพลายเออร์เพื่อวางแผนการจัดส่งร่วมกัน เช่น ปรับรอบการส่งจากวันละครั้งเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อลดการใช้น้ำมัน หรือกำหนดให้ซัพพลายเออร์ต้องนำพาเลทไม้และบรรจุภัณฑ์เก่ากลับคืนไปทุกครั้งที่มาส่งของใหม่
4. ติดตามและประเมินผล (Performance Review)
นำตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมไปรวมอยู่ในระบบการประเมินผลงานประจำปีของซัพพลายเออร์ (Supplier Evaluation) รายใดที่ให้ความร่วมมือดีและช่วยลดขยะให้โรงงาน ควรปรับให้อยู่ในกลุ่ม “คู่ค้าชั้นดี” เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว
แนวทางการนำไปปฏิบัติสำหรับสถานประกอบการ (Practical Takeaways)
การเริ่มต้น Green Procurement ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกันทุกแผนก แต่สามารถสร้างความสำเร็จเล็กๆ (Small Win) เพื่อเป็นต้นแบบได้ดังนี้
- ทำบัญชีรายชื่อสินค้าสีเขียว (Green Product List): เริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว เช่น อุปกรณ์สำนักงาน น้ำยาทำความสะอาด หรือหลอดไฟ แล้วขยายผลไปสู่หมวดวัตถุดิบหลักในไลน์ผลิต
- ปรับแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO): เพิ่มช่องติ๊กถูกสั้นๆ ว่า “สินค้า/บริการนี้ผ่านเกณฑ์สิ่งแวดล้อมหรือไม่” เพื่อกระตุ้นให้ผู้ขอซื้อตระหนักถึงเรื่องนี้ทุกครั้ง
- สื่อสารและสร้างความเข้าใจร่วมกับคู่ค้า: แจ้งนโยบายการจัดซื้อสีเขียวให้ซัพพลายเออร์ทราบล่วงหน้า เพื่อให้เวลาคู่ค้าในการปรับตัวและจัดหาตัวเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์มานำเสนอ
- คำนวณผลลัพธ์เป็นตัวเลขเงินที่ประหยัดได้: นำข้อมูลการลดใช้พลังงานหรือการลดขยะมาแปลงเป็นจำนวนเงิน เพื่อรายงานให้ผู้บริหารเห็นว่า การซื้อของรักษ์โลกสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในองค์กรได้จริง






